• Facebook
  • LinkedIn
  • Twitter
  • Technorati

วัณโรค


Tuberculosisวัณโรค เป็นโรคติดต่อที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุข เป็นสาเหตุที่ทำให้วัณโรคกลับมาเป็นปัญหาใหม่ทั่วโลกเนื่องจากการแพร่ระบาด ของโรคที่ส่งผลให้การแพร่ระบาดของวัณโรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2536 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้วัณโรคอยู่ในภาวะฉุกเฉินสากลที่ต้องการการ แก้ไขอย่างเร่งด่วน และจากรายงานปี 2553 องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 18 ของโลกในจำนวน 22 ประเทศที่มีขนาดปัญหาด้านวัณโรคสูง (High Burden Country)

โดย คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ 92,300 คน ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 44,475 คน เป็นผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ตรวจพบการติดเอดส์ร่วมด้วยประมาณ 17% ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้ป่วย นอกจากการแพร่ระบาดของการติดเชื้อเอดส์จะเป็นปัญหาหลักที่สำคัญที่ทำให้ วัณโรคกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทยแล้ว ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอื่น ๆ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายประชากรจากชนบทเข้ามาทำงานในเขตเมืองใหญ่ แหล่งชุมชนแออัดของประชากรยากจน แรงงานย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน และผู้ต้องขังในเรือนจำที่ยังเป็นปัญหา

Tuberculosis

    วัณโรคจึงไม่ใช่โรคที่เป็นปัญหาแค่เพียงเฉพาะในแถบภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เท่านั้น จะเห็นได้จากการที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 24 มีนาคมของทุกปีเป็นวันวัณโรคโลก (World TB Day) เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันที่นายแพทย์ Robert Koch ค้นพบเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งเป็นสาเหตุของการป่วยวัณโรคที่กำลังระบาดไปทั่วยุโรปและอเมริกา อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่สำคัญในการเสียชีวิตของประชากร 1 คนในทุก ๆ 7 คน การค้นพบของคอคถือเป็นการบุกเบิกวิธีการรักษาและวินิจฉัยวัณโรค รวมทั้งเป็นการก้าวสู่การควบคุมวัณโรคยุคใหม่ และยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ชาวโลกตลอดจนผู้นำประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ตระหนักถึงภัยอันตรายจากวัณโรค โดยเฉพาะวัณโรคดื้อยาหลายชนิด (Multidrug Resistance Tuberculosis) ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขในหลาย ๆ ประเทศและร่วมมือร่วมใจต่อสู้กับโรคร้ายนี้ โดยการสร้างความเข้มแข็งในการควบคุมป้องกันเพื่อกำจัดวัณโรค

        อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีหน่วยงานด้านสาธารณสุขของภาครัฐและองค์กรเอกชนทำงานรณรงค์ให้ความ รู้ ให้การดูแลรักษาเฝ้าระวังป้องกันสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมจากทุกภาค ส่วนโดยเฉพาะภาคประชาชน แต่ผลจากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขยังพบว่ามีผู้ที่เข้าใจวัณโรคไม่ถูก ต้องอยู่มาก และแม้จะมีการรรรงค์ให้ความรู้การป้องกันโรควัณโรคมาเป็นเวลานานนับหลายปี แล้ว แต่วัณโรคก็ยังคงพบเจอในผู้ป่วยที่เป็นคนไทยอยู่ สิ่งนี้แสดงให้ตระหนักได้ว่าการให้ความรู้แนวทางกาารป้องกันโรควัณโรคยัง เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วน และจากการให้สัมภาษณ์ของนายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ผู้ซึ่งทำงานคลุกคลีในปัญหานี้มานานหลายปี ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ของวัณโรคด้วยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข วัณโรคเป็นสาเหตุของการป่วยและการตายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก สาเหตุที่ทำให้วัณโรคกลับมาระบาดใหม่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ความยากจน การย้ายถิ่นอาศัย และแรงงานอพยพ ส่งผลให้การแพร่ระบาดของวัณโรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคประมาณ 2 พันล้านคนทั่วโลก หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลก และมีผู้ที่ป่วยด้วยวัณโรคประมาณ 16-20 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 8-10 ล้านคน สามารถแพร่เชื้อวัณโรคให้ผู้อื่นได้ โดยร้อยละ 95 ของผู้ป่วยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และร้อยละ 75 ของผู้ป่วยอยู่ในวัยทำงานมีอายุระหว่าง 15-54 ปี และมีผู้ป่วยวัณโรคเสียชีวิต 1.9 ล้านคนในแต่ละปี

 

    "จากการคำนวณทางระบาดวิทยาในรายงานขององค์การอนามัยโลกคาดว่าประเทศไทยน่าจะ มีผู้ป่วยรายใหม่ทุกประเภทประมาณ 92,300 คน ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 44,475 คน เป็นผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อได้ และเสียชีวิตปีละ 12,089 ราย นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ตรวจพบการติดเอดส์ร่วมด้วยประมาณร้อย ละ 17 ในปี 2552 ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนรักษาทั้งสิ้น 62,010 ราย ในจำนวนนี้ตรวจเสมหะพบเชื้อ 32,810 ราย เสียชีวิต 2,300 ราย อัตราการรักษาสำเร็จของผู้ป่วยวัณโรคเฉลี่ยร้อยละ 83 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพบปัญหาวัณโรคดื้อยา จากผลการเฝ้าระวัง 2 ครั้งในช่วง พ.ศ.2540-2541 และ พ.ศ.2544-2545 พบว่าอัตราการดื้อยาขนานใดขนานหนึ่งลดลงจากร้อยละ 25.4 เป็นร้อยละ 14.8 การดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) มีอัตราลดลงเช่นกัน คือร้อยละ 2.01 เป็นร้อยละ 10.6 ส่วนการเฝ้าระวังครั้งล่าสุด (พ.ศ.2549-2550) พบอัตราการดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) ในผู้ป่วยรายใหม่ร้อยละ 1.65 ซึ่งถือว่าปัญหาการดื้อยาในผู้ป่วยที่ไม่เคยรักษามาก่อนยังไม่สูงมาก แต่จากการศึกษาในกลุ่มประชากรพิเศษ ได้แก่ ผู้ป่วยวัณโรคในเรือนจำ โรงพยาบาลในเขตเมืองใหญ่ แนวชายแดน และพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเอดส์สูง ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีปัญหาในการควบคุมวัณโรค พบอัตราการดื้อยาปฐมภูมิ (Primary drug resistance) สูงถึงร้อยละ 5-7 และในผู้ป่วยวัณโรคที่เคยได้รับยามาก่อน (Acquired drug resistance) พบอัตราการดื้อยาสูงกว่าผู้ป่วยใหม่หลายเท่า"

    สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยวัณโรค ไม่ได้รับยาต้านวัณโรคอย่างสม่ำเสมอจนสิ้นสุดระยะกำหนดการรักษาซึ่งโดยปรกติ จะใช้ระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะยาหาไม่ได้ หรือผู้ป่วยหยุดยาเองเมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้น ซึ่งมักจะเป็นประมาณหนึ่งเดือนหลังเริ่มการรักษา เมื่อมีการหยุดยาก่อนกำหนดหรือรับยาไม่สม่ำเสมอ เชื้อวัณโรคจะเริ่มดื้อต่อยาที่รักษา การรักษาในปัจจุบันนี้จึงต้องใช้ยาหลายชนิดพร้อม ๆ กัน เพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยให้หายขาด ถึงแม้เชื้อวัณโรคจะดื้อต่อยาชนิดใดชนิดหนึ่งก็ตาม นอกจากนี้ ปัญหาใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา คือมีการดื้อต่อยาสองชนิดหรือมากกว่า และเมื่อเกิดการดื้อยาดังกล่าวในผู้ป่วยที่พบว่าติดเชื้อ HIV ด้วยแล้วผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต และทำให้การรักษายากมากขึ้นเป็นพิเศษ แม้จะเป็นกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV ก็ตาม สิ่งนี้ถือเป็นปัญหาที่ทำให้การควบคุมโรคยุ่งยากมากขึ้น และต้องใช้งบประมาณสูงเนื่องจากการรักษาผู้ป่วยวัณโรคทั่วไป 1 ราย เสียค่าใช้จ่าย 2,000 บาท แต่หากเป็นวัณโรคชนิดดื้อยา ค่ารักษาจะแพงขึ้น 100 เท่าตัว ตกรายละ 200,000 บาท และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้พบว่า อัตราครอบคลุมการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคของไทยอยู่ที่ร้อยละ 73-75 และที่น่าเป็นห่วงคือผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ตกค้างยังไม่เข้าสู่ระบบการรักษา อาจเนื่องจากอาการไม่รุนแรง ทำให้เชื้อมีโอกาสแพร่ให้ผู้อื่นได้ตลอดเวลา ซึ่งการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ภาคีเครือข่าย จะช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้าสู่ระบบการรักษา ช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้
    นอกจากปัญหาการดื้อยาแล้ว ปัญหาการกลับมาของโรควัณโรคใน ประเทศไทยจากข้อูลที่ผ่านมาพบว่า สาเหตุที่สำคัญเกิดจากการบริหารจัดการกับคนไข้วัณโรคยังไม่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ โดยเฉพาะการควบคุมวัณโรคในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา และเมืองใหญ่อื่น ๆ ยังมีความสำเร็จในการรักษาต่ำกว่าเป้าหมาย รวมถึงผลกระทบจากการระบาดของเชื้อ HIV ทำให้ผู้ป่วยวัณโรคมีมากขึ้น อัตราตายสูง ปัญหาแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยซึ่งรัฐยังไม่มี งบประมาณที่ชัดเจนในการดำเนินการควบคุมวัณโรคในกลุ่มแรงงานเหล่านี้ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยมีการจัดลำดับความสำคัญกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณและเร่งรัดประสิทธิภาพการควบคุมโรค

แถบสีขาว = ไม่มีข้อมูล (no data), แถบสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงเข้มแสดงร้อยละ (%)
อา ฟริกาใต้ยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ในด้านคนไข้เอดส์ ส่วนอินเดีย ไทยและประเทศเพื่อนบ้าน (ยกเว้นลาว) มีโอกาสพบเชื้อเอดส์ในคนไข้รายใหม่ 5-20%

    อย่างไรก็ตาม ในการควบคุมและแก้ไขปัญหาวัณโรคที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้ารักษาผู้ป่วยวัณโรคให้หายขาดให้ได้ร้อยละ 85 โดยให้สถานพยาบาลทุกแห่งเร่งดำเนินการ 5 มาตราการคือ 1. ให้กำหนดผู้ประสานงานวัณโรคของโรงพยาบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยวัณโรคโดยตรง 2. วินิจฉัยโรคและรักษาให้เร็ว รวมทั้งให้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคและติดเชื้อเอชไอวีด้วยให้เร็ว ขึ้น 3. ให้ใช้วิธีการกินยาแบบมีพี่เลี้ยงติดตามทุกวัน 4. กระตุ้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการควบคุมวัณโรค และ 5. ให้การรักษาแรงงานต่างชาติที่เป็นวัณโรคให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ 10-12 ล้านบาทให้จังหวัดที่มีแรงงานต่างชาติ ซึ่งในปี 2553 ที่ผ่านมามีชาวต่างชาติเข้ามารักษาในไทยจำนวน 44,000 ราย โรคที่พบมากอันดับ 1 คือ โรคอุจจาระร่วง 16,000 ราย 2. โรคไม่ทราบสาเหตุ 7,500 ราย 3.โรคมาลาเรีย 7,100 ราย 4.โรคไข้เลือดออก 2,300 ราย และ 5. โรคปอดบวม 2,000 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อ กับประเทศเพื่อนบ้านเฝ้าระวังโรค 4 โรคเป็นพิเศษ คือ มาลาเรีย เอดส์ วัณโรคและอหิวาตกโรค เนื่องจากเป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อย ซึ่งปัญหาจากการรักษาผู้ป่วยในประเทศเพื่อนบ้าน คือ การขาดวินัยในการดูแลตนเองภายหลังกลับไปรักษาตัวที่ประเทศ การรับประทานยาไม่ครบถ้วนตามแพทย์สั่ง จึงทำให้โรคไม่หายขาดต้องเดินทางกลับเข้ามารักษาอีก กลายเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาถึงคนไทย แนวทางการแก้ปัญหาที่กระทรวงสาธารณสุขได้วางไว้ถือเป็นมาตราการเชิงรุกในการ เฝ้าระวังโรค โดยตั้งทีมเฝ้าระวังและสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงไปในพื้นที่ ทำการสอบสวนโรคให้ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อตรวจจับและควบคุมการแพร่ระบาดและได้จัดบริการสาธารณสุขเชิงรุกเข้าไปใน พื้นที่ที่เข้าถึงยาก รวมทั้งจัดอบรม อสม.ต่างด้าว ซึ่งมีลักษณะคล้าย อสม.ชาวไทย ให้มีความรู้พื้นฐานด้านการสาธารณสุขที่จะช่วยกระทรวงสาธารณสุขในการติดตาม ผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาในไทยแล้ว กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน ให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ทั้งในการรับประทานยา การดูแลตัวเองเพื่อให้โรคขาดหาย โดยเฉพาะโรคติดต่อ การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อที่เป็นปัญหาและจัดทำเอกสารแผ่นพับ ซีดี เป็นภาษาประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่า กัมพูชา ลาว แจกฟรี โดยทั้งหมดนี้เป็นมาตราการเชิงรุกที่ทำโดยยึดหลักมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม รวมทั้งเพื่อป้องกันโรคติดต่อแพร่มาถึงคนไทยด้วย

    สำหรับสาเหตุของโรควัณโรคเกิดจากเชื้อวัณโรคซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโครแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) บางครั้งเรียกว่า เชื้อเอเอฟบี (AFB/Acid Fast Bacilli) มักจะค่อย ๆ เป็นด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ ตอนบ่าย ๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ต่อมาจึงมีอาการไอ ระยะแรก ๆ ไอแห้ง ๆ ต่อมาจะมีเสมหะ ไอมากเวลาเข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน แต่บางคนอาจไม่มีอาการไอเลยก็ได้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยไม่มีอาการไอ ในรายที่เป็นมากจะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆ หรือดำๆ แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก ในรายที่เป็นน้อยๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลยและมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น 'จุด' ในปอดในฟิล์มเอซเรย์ บางคนอาจจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดมักจะติดต่อโดยการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วย ที่ไอจามหรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้น จึงมักมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคแต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่สัมผัสกับผู้ป่วยจะต้องเป็นวัณโรค เนื่องจากหลายคนอาจมีเชื้อวัณโรคซ่อนอยู่แต่จะไม่แพร่ไปยังบุคคลอื่น และไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดถ้ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ดังนั้น คำขวัญขององค์การอนามัยโลกที่ว่า On the move against Tuberculosis 'รู้ทันวัณโรค พบก่อน รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย' จึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากถ้าทุกคนช่วยกัน

 

แหล่งที่มา

http://office.bangkok.go.th/aids/new_aids/tbnews.htm

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/252355 (ภาพ)